เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ตั้งแต่เริ่มต้นการทำงานอย่างจริงจังหลังเรียนจบ นี่ก็ครบ 7 ปีเข้าไปแล้ว ทำไมเราจึงรู้สึกเหมือนไม่มีความสุขในชีวิตเท่าที่เราอยากจะให้เป็น ความสุขเกิดขึ้นเล็กๆน้อยๆตลอด ในแต่ละวัน แต่ในขณะเดียวกันก็จะเกิดความคิดในหัวแว่บๆ มาเสมอ ถึงสิ่งที่เราอยากมี อยากเป็น ความคาดหวัง ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ครอบครัว หรือแม้แต่การทำตามศักยภาพของตนเอง (ว่าแต่ว่าเรามีศักยภาพเท่าไหร่กันนะ ชักจะเริ่มสงสัยในตัวเองขึ้นมาแล้วซิ) หรือว่าความคาดหวัง หรือการมองไกลถึงอนาคต มันเป็นสิ่งที่มากไปในตอนนี้ เราต้องหันกลับมาดูปัจจุบันให้มากขึ้น enjoy life in the moment ให้มากขึ้น แต่เราก็มีความสุขกับการทำสิ่งต่างๆ ณ ขณะนั้นอยู่เสมอ แต่พอมีเวลาว่างทีไร ความคิดแว่บออกมาในหัวก็ทำให้เราเกิดเป็นความทุกข์ ไม่สบายใจทุกครั้งที่คิดถึงมัน ไม่รู้ใครเคยมีช่วงเวลาที่คิดย้อนอดีต และนึกถึงอนาคตแบบเราบ้างนะ เอ้ หรือว่าความคาดหวังเราสูงไป มากไป ถ้าลดตรงนั้นหน่อย แปลว่าเราจะมีความสุขขึ้นซินะ หรือนี่ที่เขาเรียกว่าการลดความคาดหวัง มาให้ตรงกันกับความเป็นจริงในปัจจุบัน เอ้ หรือว่าเรายิ่งต้องรีบเปลี่ยนปัจจุบันให้ไปตรงกับความคาดหวังที่สูงของเราดี ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตาม ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ยากทั้งคู่ แล้วเราก็กลับมาทุกข์ ไม่สบายใจอีกเช่นเคย
หรือว่า เป้าหมายในชีวิต จะเริ่มจากการมองสิ่งดีๆรอบตัว ทำจิตใจ (อารมณ์ ความรู้สึก) ของเราให้แข็งแกร่ง เป็นหน่วยประมวลผลในการรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ได้อย่างตรงไปตรงมาก่อน
เอ้ หรือเราเปลี่ยนมาคิดแบบนี้ดีกว่า ว่าถ้าเรามีเวลาอยู่ในโลกใบนี้เพียงอีก 2-3 วัน อะไรคือสิ่งที่เราจะทำในเวลาอันน้อยนิดที่เรามีอยู่นี้ แล้วน้ำใสๆก็ออกมาจากตา เรารู้สึกตื้อๆ มึนหัวเล็กๆน้อยๆ มีความรู้สึกขุ่นๆเคืองๆอยู่ในตรงคอ บริเวณหน้า แล้วร่างกายเราก็เลี่ยงไปทำอย่างอื่น จิตเราก็เลี่ยงไปคิดอย่างอื่น กลับมา กลับมา ความรู้สึก ตื้อ ว่างเปล่า คำตอบน่าจะเป็นว่าเราจะใช้เวลาไปกับตัวเอง คิดทบทวนสิ่งต่างๆ ทั้งดีทั้งร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต รู้สึกขอบคุณพ่อ แม่ ที่เลี้ยงดูเรามาตอนที่เรายังไม่สามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ขอบคุณจักรวาล ขอบคุณโลกใบนี้ด้วยใจจริง ที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้ มีครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์ (แม้ว่าจะมีทะเลาะกันบ้าง ไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ท้ายสุดแล้วทุกคนก็หวังดีต่อกันด้วยใจจริง)
[…ขณะที่เราเขียนไปด้วย ก็ยังต้องมีการทำตาม demand ของสังคม หรือกรอบของสังคมที่เราเองมากกว่า เข้าไปยืนอยู่ในนั้น นานแสนนาน จนเริ่มจะอึดอัด
ใจเรา หรือว่าสมองก็ไม่แน่ใจ คิดไปเรื่องโน่นที เรื่องนี่ที มี chat เด้งมา เราก็คิดถึงเรื่องนั้น มองไป chat ข้างๆ ก็นึกถึงเรื่องอื่นที่อยากจะถามไถ่ ความกังวล หรือเจ้าความทุกข์ ก็โผล่ออกมาอีกแล้ว อีกแว่บหนึงก็แว่บออกไปอ่าน blog การสร้างความสุขของคนอื่น แต่ก็ดันเกิดความทุกข์จากการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นอีกแล้ว (เอ้ อย่าลืมนะจ้ะ ว่าทุกคนมีปัญหาเป็นของตนเอง และถ้าหากเห็นชีวิตเขาราบรื่น นั่นก็หมายความว่า เขาผ่านบททดสอบต่างๆ มาอย่างโชกโชนแล้ว) ทันใดนั้นก็เกิดความดีใจจากการที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์จากน้องสาวฝาแฝด โทรมา update ว่าทุกคนที่ไปเข้าคิว ได้คิวฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว yes เย้…เอ้ หรือว่าความสุขต้องมาจากคนอื่นรอบข้างนะ แต่ทำไมความทุกข์มันมาจากข้างในหว่า…แต่ความสุขที่เห็นคนอื่นมีความสุข มันก็เป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นจริงๆนะ จะว่าไปก็ชั่วขณะเหมือนกับความทุกข์นั่นแหล่ะ สงสัยหรือต้องมาแข่งกัน มานับจำนวนว่าถ้าสิ่งใดเกิดบ่อยๆมากกว่าอีกสิ่งหนึ่ง เราก็จะรู้สึกแบบนั้นในภาพรวม ถ้าหลักการนี้เป็นจริง ก็แปลว่าเราเริ่มรู้สึกทุกข์บ่อยไปแล้วนะ ใจเราคาดหวัง อยากให้เป็นดั่งใจเรามากไปหน่อยนะ]
การพรากจากคนที่เรารักแน่นอนว่าเกิดเป็นทุกข์ได้ การอยู่กับคนที่เรารัก แต่คนที่เรารักไม่ได้ดั่งใจเรา ก็เป็นทุกข์ได้เหมือนกัน เฮ้อ ดูเหมือนสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์นั้น จะดูไม่มีตรรกะ ไม่มีเหตุมีผลเลยนะ แม้สิ่งที่ตรงข้ามกัน ก็ทำให้เกิดทุกข์ได้
หรือว่าเราต้องรอให้สถานการณ์ของชีวิตรอบๆเราเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราจะทุกข์หนักขึ้น แล้วหันมามองสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ที่มันดีอยู่แล้ว (ก็ถือว่าดีอยู่) ในตอนนี้ ณ ขณะนี้ หรือเปล่านะ เอ้ แต่นั่นก็จะหมายถึงว่าเรามีความสุขในจินตนาการ เหมือนย้อนคิดถึงห้วงเวลาขณะนี้ซินะ ไม่น่าใช่แล้ว
เอ้ แล้วทำอย่างไรเราจึงจะมีความสุข
ใช่การที่เรามีสติในทุกชั่วขณะของการทำสิ่งต่างๆ รู้สึกขอบคุณอย่างซาบซึ้ง และในขณะเดียวกันก็รู้สึกมีความสุขอย่างสุดพลัง อะไรที่ทำให้เรารู้สึกทุกข์ เราก็มีสติในการปล่อยมันไปให้รวดเร็วที่สุดหรือเปล่านะ
แล้วอะไรกันที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ เราเบื่อกับการใช้ชีวิตที่ติดรูปแบบ ทำอะไรเดิมๆ เป็นกิจวัตรประจำวันของชีวิตหรือเปล่านะ…เป็นไปได้อยู่นะ การที่เรามีโพยในทุกๆวัน ว่าวันนี้ต้องทำอะไรก่อน-หลัง อาจทำให้เราเกิดความเคร่งเครียดโดยไม่จำเป็น เนื่องจากเรามักจะรู้สึกเฉยๆ (เหมือนเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ควรทำตามอัตถภาพ) เมื่อเราทำสิ่งต่างๆในโพยนั้นสำเร็จในวันนั้น แต่จะรู้สึกผิดหวังในตนเอง เมื่อไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เขียนไว้ให้ครบได้ บางทีก็กลับมาดูนิสัยการเขียนของตนเอง
…แต่เดิมมักจะเขียนสิ่งที่ต้องทำไว้ใน list ยาวเหยียด คิดอะไรได้ก็เขียนลงไปยาวๆ ในส่วนของการทำจริงในแต่ละวัน เราก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจิต ที่จะสามารถรู้ได้เองว่าจำเป็นต้องทำสิ่งใดก่อน จากสถานการณ์ต่างๆในปัจจุบัน นั่นคือ สิ่งใดที่ขึ้นกับคนอื่น แล้วมี deadline เราก็จะหยิบมาทำก่อนเสมอๆ สิ่งไหนที่เป็นเรื่องเฉพาะของตนเอง ซึ่งไม่ต้องทำทันที ก็จะปล่อยวางไว้ก่อน
…ปัจจุบัน ก่อนที่จะพักจิตใจ ไม่ทำอะไรเลยเพราะรู้สึกว่าไม่มีความสุขเท่าไหร่ ก็หันมาเขียนสิ่งที่ต้องทำลงไปเลยในแต่ละวัน ว่าไม่อยากทำ ก็ต้องทำ และพยายามสอดแทรกสิ่งที่ควรจะต้องทำลงไปด้วย หารู้ไม่ว่าทั้งหมดนี้ก็ทำให้หมดแรง และเกิดความเครียดขึ้นได้ เพราะกรอบเวลา และสิ่งต่างๆที่ต้องทำ ค่อนข้างเยอะทีเดียว…
คิดออกแล้ว ว่าเราน่าจะปรับมาเป็นการตั้งเป้าหมายที่เรา enjoy doing กับสิ่งที่เราควรทำไปพร้อมๆกัน เพื่อเราจะได้มีความสุขสนุกสนาน พร้อมๆไปกับการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับตนเองด้วย ตั้งไว้แค่สิ่งเดียวเลย แล้วพอมีอะไรจุ๊กจิ๊กที่ต้องทำ เราก็ทำไป เมื่อสถานการณ์บังคับ (หลังจากที่เราเมื่อยล้าจากการทำสิ่งต่างๆ ใน 2 หมวดนี้ จึงค่อยๆหันมาทำสิ่งต่างๆ ที่เราควรต้องทำในหน้าที่การงานอื่นๆ เช่น ดูแลนิสิตในที่ปรึกษา)
***ท้ายที่สุดแล้ว เราค้นพบคำตอบว่า เราจะทำสิ่งที่เราถูกบังคับ (ไม่ว่าจะโดยตนเอง หรือโดยผู้อื่น) ได้ไม่นาน แม้ว่ามันจะดีกับเราในแง่ใดแง่หนึ่งก็ตาม แต่เราจะสามารถมีแรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่ใจพาไปให้ทำอยู่เสมอ***
นั่นคือ เราต้องพยายามทำสิ่งที่เรามีอิสระในการทำ ควบคุมได้ แล้วเราก็ชอบและอยากที่จะทำ enjoy กับมันให้ดีที่สุด ไปให้สุด เพื่อเป็นการเตรียมใจให้พร้อมกับการต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆที่จะเข้ามา
[อย่าลืมว่าสิ่งที่ต้องทำ ในช่วงเวลาที่ต้องทำ ก็ต้องมีอยู่เป็นธรรมดาของชีวิตนะ] น่าจะเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้สอนเราว่า สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด คือการควบคุมสิ่งที่อยู่ข้างในของตนเอง ควบคุมการตอบสนองของเราต่อสถานการณ์ต่างๆ ต่างหาก
เป้าหมายเป็นสิ่งที่ทำให้คนๆหนึ่งมีจุดมุ่งหมาย แล้วมุ่งมั่น focus ไปในการทำสิ่งนั้นๆในแต่ละวัน เรามีจุดมุ่งหมายแล้วทำในสิ่งที่เราต้องการอย่างมุ่งเป้าไป หากแต่ว่าในทางปฏิบัติอาจจะทำยากแสนยาก เพราะว่าจุดมุ่งหมายบางทีก็มีความเป็นนามธรรมสูง หรือเป็นรูปธรรมจนเกินไป รวมไปถึงในบางครั้งต้องอาศัยคนรอบข้างและสถานการณ์ที่เอื้อประกอบกันด้วย เช่น เป้าหมายของการมีบ้านให้ครอบครัว และไม่เป็นภาระหนี้สินใดๆ เป็นรูปธรรมมาก และใช้เวลานาน หรือประสบความสำเร็จในชีวิต มีความเป็นนามธรรมสูง และอาศัยปัจจัยคนรอบข้างเป็นหลักเป็นอย่างมาก เพราะว่าส่วนใหญ่แล้ว คนรอบข้างเรา จะเป็นคนให้นิยามความสำเร็จของเราเอง เช่น ความสำเร็จแปลว่าหน้าที่ตำแหน่งทางการงานที่สูง เงินเดือนที่สูง แต่เพราะอะไรทุกวันนี้ เราก็ไม่ทันมีหนี้มีสิน มีบ้านที่น่าอยู่ ติดแม่น้ำ วิวดี มีเงินหลักแสนในมืออยู่ แต่ก็เหมือนมีความสุขไม่สุด มีความกังวลในหลายๆ เรื่อง อยู่ตลอดๆ
หรืออาจจะเป็นที่เป้าหมายใหญ่ไป หรือเป้าหมายเล็กไป หรือเราต้องตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้ชีวิตมีสีสัน และไม่น่าเบื่อหน่ายหรือเปล่ากันนะ หรือว่าเราต้องมีทั้งเป้าหมายใหญ่ และเป้าหมายเล็กไปพร้อมๆกันแน่ คือมีเป้าหมายเล็กเพื่อให้สำเร็จง่ายๆด้วย เพื่อจะได้มีความสุขเล็กๆน้อยๆในแต่ละวัน เป้าหมายใหญ่ก็จะเพื่อภาพรวมของชีวิต ซึ่งต้องอาศัยการทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ การเกิดมาเพื่อพัฒนาอะไรซักอย่าง หรือทิ้งอะไรซักอย่างไว้ให้คนรุ่นหลัง ไว้ให้ประโยชน์กับสังคม และที่สำคัญนะที่เราเองก็ได้สะท้อนไปแล้วก็คือ เป้าหมายนั้นต้องเป็นแรงบันดาลใจ และสิ่งที่เราอยากทำมันจริงๆ เพราะถ้าเราอยากทำมันแล้ว ต่อให้มีอุปสรรคอะไรมาขวางกั้น เราก็จะสนุกกับมัน และมีแรงทำมันต่อไปจนได้
หรือจริงๆ แล้วเป้าหมาย (ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่) มันมีให้เรา dream big ให้เราตั้งเป้าไว้ จะได้มีสติรู้อยู่เสมอว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วทำไปเพื่ออะไร และในขณะเดียวกัน เราก็ต้อง enjoy the process คือมีความสนุกสนานในการใช้ชีวิตในแต่ละวันไปด้วย หากเรามีความทุกข์ตลอดการไปถึงเป้าหมายนั้น ความสุขที่จะได้รับจากการเพียงเพราะว่าถึงเป้าหมาย อาจจะไม่ตอบโจทย์ชีวิตก็เป็นไปได้
อีกทั้งความสุขอาจจะแปรเปลี่ยนไปตามช่วงจังหวะชีวิต ซึ่งเป็นแบบคงๆ ขึ้นๆ ลงๆ แบบค่อยๆเป็นค่อยๆไปเรื่อยๆ
การมีอิสระในความคิด และมีเวลาในการทำอะไร/ไม่ทำอะไร ได้ตามใจ หรือตามอารมณ์อยาก เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีในชีวิต หรืออาจจะหมายถึงการรู้สึก control หรือความรู้สึกที่ว่าเราไม่ได้โดนบังคับให้ทำอะไร ไม่ทำอะไรได้ เป็นความรู้สึกที่จำเป็นสำหรับการ function อย่าง “ปกติสุข” เริ่มเข้าใจเจ้าตัวเล็กที่บ้านเหมือนกันนะ ว่าเขาก็ต้องมีความเป็นอิสระ ทำอะไรได้ดังใจอยากเพื่อผนวกรวมสิ่งที่อยากทำ กับสิ่งที่ควรทำ ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน อย่างไม่ได้รู้สึกโดนใครบังคับ แต่เป็นสิ่งที่เขาเลือกที่จะควบคุม และทำด้วยตนเอง
…แต่ก็มาแอบคิดเล็กๆว่า ถ้าเราสามารถควบคุมจิตใจตนเองได้ ให้ปกติสุขในทุกๆสถานการณ์ เราก็จะ “ควบคุม” สถานการณ์ได้ตลอด และคงความเป็นตัวตนของเราไว้ เพราะสิ่งที่เราคิดว่ามาควบคุมสถานการณ์เรา แท้จริงแล้วมันไม่ได้คุมเราอยู่จริงๆ หากเราสู้ซักตั้ง สิ่งที่คุมเราอยู่ ก็จะไม่ได้คุมเราอยู่อีกต่อไป
หรือบางที เราอาจจะไม่ได้ทำใจยอมรับได้ กับสถานการณ์บางอย่างในชีวิตของเรา ที่มันเป็น commitment หรือความรับผิดชอบระยะยาว ตรงนี้มันก็น่าจะจริงนะ แต่ทว่าเราอาจจะมองเป็นภารกิจระยะสั้นของเรา ที่ไม่ใช่เป็นจุดมุ่งหมายหลักก็ได้ เพราะทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ***ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง*** แล้วก็เบนเข็มมาที่จุดมุ่งหมายที่เราอยากทำ ที่เราจะทำให้ดีอีกครั้ง
[และเราก็ต้องทำสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำต่อไป สุขบ้างทุกข์บ้าง เป็นเรื่องธรรมดา แค่เราต้องตระหนักมัน และกลับมาอยู่กับปัจจุบัน]
ตะโกนออกมาดังๆ หรือคิดดังๆว่า “ชีวิตฉันดี๊ ดี” ยิ้มใส่กระจกให้กับตัวเอง ก็ทำให้สิ่งต่างๆรอบตัว (ที่เหมือนเดิมของเรา) ก็กลับมามีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น